หลักการออกแบบป้ายไวนิล

หลักการออกแบบป้ายไวนิล

เทคนิคการออกแบบ
หลายคนที่จะทำการออกแบบป้ายไวนิลมีความสงสัยว่า จะทำอย่างไรให้ป้ายที่ทำการออกแบบมานั้นมีความสวยงามและดึงดูดสายตาผู้ที่ผ่านมาพบเจอ forartwork ของเรามีเทคนิคและเคล็ดลับในการออกแบบป้ายไวนิลมาฝากเพี่อให้หลายๆ ท่านสามารถนำไปเป็นแนวทางในการออกแบบ  หาเราต้องการทำป้ายโฆษณา ป้ายไวนิลสัก 1 ชิ้นงาน สิ่งเราเราควรคำนึงหรือหลักการออกแบบป้ายไวนิลมีดังต่อไปนี้      1. สินค้าของคุณที่จะทำการนำเสนอนั้น เหมาะสมหรือเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายใด เช่น ผู้หญิงหรือผู้ชาย, วัยรุ่นหรือวัยทำงาน      2. สถานที่ที่จำทำการติดตั้งป้ายโฆษณานั้นอยู่จุดใด เมื่อติดตั้งแล้วสามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่      3. เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นมาครบแล้วก็ทำการว่างคอนเซ็ปคร่าวๆออกมาว่าต้องการสื่อถึงเรื่องอะไรกลุ่มเป้าหมายที่ได้เห็นนั้นคือใคร ป้ายไวนิลของเราที่ทำการออกแบบนั้น มีจุดเด่นและจะทำการเสนอด้านใดของสินค้า เมื่อได้องค์ประกอบคร่าวๆแล้วจากนั้นก็จึงเริ่มกำหนดโครงร่างของป้ายไวนิล      อันดับแรกคือการเลือกโทนสีที่จะทำการออกแบบให้เหมาะสม โดยโทนสีจะมีลักษณะเฉพาะที่ส่งผลต่อจิตวิทยาของคนเราได้ เช่น      สีโทนร้อน ทำให้รู้สึกรับรู้ได้ถึงความร้อนแรง กระฉับกระเฉง ตื่นเต้น เช่น สีแดง สีสม สีเหลือง สีม่วง สีม่วงแดง      สีโทนเย็น ส่งผลถึงความรู้สึกสดชื่น เย็นสบาย สุขุม เช่น สีเขียวเหลือง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีน้ำเงินม่วง จึงเหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่สื่อถึงความเย็นสบาย สดขน เงียบสงบ สีเหลือง และสีม่วง หลักการออกแบบป้ายไวนิลมีสิ่งที่ควรคำนึงดังต่อไปนี้      1. ตัวหนังสือในป้ายไวนิลต้องชัดเจน โดดเด่น และมองเห็นได้แต่ไกลเพราะไวนิลเป็นป้ายที่มีระยะการมองค่อนข้างไกล นิยมใช้งาน ติดตั้ง ตามข้างถนน และสถานที่ที่มองเห็นได้แต่ไกลๆ มองเห็นได้แค่ครู่เดียว จึงต้องทำไวนิลให้ตัวหนังสือใหญ่ โดดเด่น และชัดเจน      2. การสื่อสารต้องชัดเจน      3. การทำไวนิล ค่าความละเอียดต้องเหมาะสม แต่ถ้ามากไปไฟล์จะใหญ่ และทำงานช้า ทราบกันอย่างนี้แล้ว หลายๆ ท่านคงจะพอมีแนวทางการออกแบบป้ายไวนิลด้วยตัวเองแล้วนะคะ อย่างไรก็ลองฝึกฝนฝีมือและพัฒนาความสามารถไปเรื่อยๆ นะคะมันเป็นเรื่องไม่ยากจนเกินไปสำหรับผู้ที่อยากจะลองเป็นนักออกแบบป้ายมือใหม่สำหรับท่านที่กำลังมองหาที่ออกแบบปรึกษาเราได้นะคะ forartwork ยินดีให้บริการค่ะ
Read More

รู้จักกับโหมดสี โมเดลสี และโปรไฟล์สิ Color Mode(ต่อ 3)

เทคนิคการออกแบบ
Web Safe RGB คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมีความสามารถในการแสดงโหมดสีไม่เท่ากัน เนื่องจากข้อจำกัดทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ แต่มาตรฐานขั้นตํ่าจะต้องแสดงได้อย่างน้อย 256 สี ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งจะถูกกันไว้ใช้งานใน ระบบ ส่วนที่เหลืออีก 216 สีจึงถูกกำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับบราวเซอร์ที่ใช้แสดงเว็บเพจ ซึ่งเรียกว่าชุดสี Web Safe (ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่สามารถแสดงโหมดสีได้ถึง 16.7 ล้านสี) สีในโมเดลนี้จะใช้ค่าแบบ RGB ในระบบเลขฐานสิบหก โดยการระบุค่าสีหนึ่งๆจะเริ่มจากเครื่องหมาย "#" ตามด้วยตัวเลขหรือตัวอักษรอีก 6 หลักโดยแบ่งเป็นชุดละ 2 หลักคือสีแดง (Red), สีเขียว (Green) และสีน้ำเงิน (Blue) ตามลำดับ แต่ละชุดมี ค่าตั้งแต่ 00 ไปจนถึง FF เช่น #000000 คือสีดำ, #FF0000 คือสีแดง, #AAAAAA คือสีเทาอ่อน, #FFFFFF คือสีขาว เป็นต้น Grayscale เป็นโมเดลที่ประกอบไปด้วยเฉดสีเทาเท่านั้น โดยค่าสีจะอยู่ในรูปเปอร์เซ็นต์ของสีดำ ตั้งแต่ 0% (สีขาว) ไปจนถึง 100% (สีดำสนิท)
Read More
รู้จักกับโหมดสี โมเดลสี และโปรไฟล์สิ Color Mode(ต่อ 2)

รู้จักกับโหมดสี โมเดลสี และโปรไฟล์สิ Color Mode(ต่อ 2)

เทคนิคการออกแบบ
RGB โมเดลนี้มีแนวคิดมาจากการผสมโหมดสีหลัก 3 สีเข้าด้วยกันคือ แดง (Red), เขียว (Green) และฟ้า (Blue) ซึ่งจะทำให้เกิดสิต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก โดยขึ้นกับลัดส่วนความเข้มของโหมดสีหลักแต่ละสีที่มีค่าได้ตั้งแต่ 0-255 (ในระบบสีที่ใข้ข้อมูลแบบ 8 บิต) และเมื่อโหมดสีหลักทั้ง 3 ที่มีความเข้มสูงสุดมาผสมกันก็จะได้สีขาว ซึ่งลักษณะเช่นนี้เรียกว่า การผสมสีแบบบวก ส่วนใหญ่โมเดลนี้จะใช้ในอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับแสง เช่น จอภาพและกล้องดิจิตอล กล่าวคือ จุดสีแต่ละ พิกเชลบนหน้าจอจะเกิดจากการสร้างจุดสีย่อยๆ ของแสงสีหลักทั้ง 3 ข้างต้นเพื่อให้เกิดการผสมกันเป็นพิกเซลสีต่างๆ นั่นเอง   โหมด RGB สิต่างๆ เกิดจากการผสมของแสิงสิหลัก 3 สิ เช่นในจอภาพคอมพิวเตอร์   CMYK โมเดลนี้เกิดขึ้นจากระบบการพิมพ์แบบแยกสีโดยภาพจะถูกแยกออกเป็นแม่พิมพ์ของสีหลักเพียง 4 สี คือฟ้า (Cyan), ม่วงแดง (Magenta), เหลือง (Yellow) และดำ (Black) ซึ่งเมื่อพิมพ์สีเหล่านี้ซ้อนกันก็จะได้ภาพหน้ากระดาษตามต้นฉบับ ค่าของสีหลักในโมเดลนี้มักอยู่ในรูปเปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักหมึกพิมพ์ ตั้งแต่ 0-100% ตามทฤษฎีแล้ว สีหลักเพียง 3 สิคือ Cyan, Magenta และ Yellow (CMY) ก็เพียงพอในการสร้างสีอึ่นโดยเมื่อผสมสีทั้ง 3 ที่ความเข้ม 100% จะได้สีดำ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เรียกว่า การผสมสีแบบลบแต่เนื่องจากเนื้อสีมักไม่บรีสุทธิ์ทำให้ในทางปฏิบัติต้องเพิ่มสีดำ (ใช้ตัวย่อ K) เป็นสีหลักอีกหนึ่ง เพื่อให้ได้สีผลลัพธ์ที่มีความอิ่มตัว ประหยัดหมึกพิมพ์ รวมทั้งได้สีดำที่ดำสนิทจริงๆ    
Read More